
จากการขยายตัวของเศรษฐกิจในยุคปัจจุบันที่เป็นไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งมีผลต่อกระบวนการผลิตการตลาด และการจำหน่ายสินค้าของผู้ประกอบการอย่างมาก
ในขณะที่ความรู้และความตื่นตัวของผู้บริโภคเกี่ยวกับการบริโภคสินค้าและบริการยังล้าหลัง ทำให้อำนาจการต่อรองระหว่างผู้บริโภคและผู้ประกอบการไม่เท่าเทียมกัน
และเมื่อเกิดเป็นคดีพิพาทขึ้น ขั้นตอนการดำเนินคดีที่เป็นอยู่ยังขาดความคล่องตัวในการแก้ปัญหาเป็นเหตุให้รัฐต้องออก...
พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 (ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 125 ตอนที่ 38ก วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2551)
ซึ่งเป็นกฎหมายที่เอื้อต่อการใช้สิทธิของผู้บริโภคมากกว่าบทกฎหมายต่างๆที่มีอยู่เดิม
อย่างไรก็ดีพระราชบัญญัติฉบับนี้ แม้จะเรียกชื่อว่าเป็นกฎหมายวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค
แต่เนื้อหามิได้จำกัดเฉพาะวิธีพิจารณาคดีเท่านั้น...
หากแต่ได้รวมเนื้อหาในส่วนที่เกี่ยวกับสารบัญญัติที่หลากหลายเข้าไว้ด้วยกัน
เป็นกฎหมายที่อาจเรียกได้ว่าเข้าลักษณะ “ยำใหญ่” ฉบับหนึ่ง
หากพิจารณาในเชิงวิชาการ อาจมีข้อบกพร่องอยู่ไม่น้อย แต่ก็มีผู้คาดหวังว่า...
ลักษณะยำใหญ่เช่นนี้ ทำให้เป็นกฎหมายที่มีบทบัญญัติเบ็ดเสร็จอยู่ในตัว
และน่าจะช่วยแก้ปัญหาเกี่ยวกับสิทธิของผู้บริโภคได้
และเนื่องจากเป็นกฎหมายที่มีเนื้อหาหลากหลาย
ประกอบด้วยบทบัญญัติที่เป็นปรากฏการณ์ใหม่อยู่หลายมาตรา
รวมทั้งได้มี...
ข้อกำหนดของประธานศาลฎีกาว่าด้วยการดำเนินกระบวนพิจารณา
และการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานคดีในคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ออกมาใช้บังคับแล้ว
(ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 125 ตอนที่ 95ก วันที่ 22 สิงหาคม 2551)
ผู้เขียนจึงใคร่ขอตั้งข้อสังเกตบางประการไว้พอสังเขปสำหรับผู้เริ่มศึกษากฎหมายฉบับนี้
1. ลักษณะของคดีผู้บริโภค
พระราชบัญญัตินี้เกี่ยวกับวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภคที่พิพาทกันเป็นคดีแพ่งเท่านั้น
โดยกฎหมายได้นิยาม
“คดีผู้บริโภค” ว่าหมายถึงคดีใน 4 ประเภทต่อไปนี้เท่านั้น คือ
(1) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนฯ กับผู้ประกอบธุรกิจ
ซึ่งพิพาทเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมา จากการบริโภคสินค้าหรือบริการ
(2) คดีแพ่งตามกฎหมายเกี่ยวกับความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย
(3) คดีแพ่งที่เกี่ยวพันกับคดีตาม 1 หรือ 2
(4) คดีแพ่งที่มีกฎหมายบัญญัติให้ใช้วิธีพิจารณาตามกฎหมายนี้
จากบทบัญญัติดังกล่าว คดีที่ผู้ซื้อฟ้องผู้ขายทั่วไป โดยเฉพาะผู้ขายที่เป็นผู้ประกอบการ
จึงอาจเป็นปัญหาว่าเป็นการฟ้องแพ่งทั่วไป...หรือ...เป็นคดีผู้บริโภค??
ตัวอย่างเช่น ฟ้องเกี่ยวกับสินค้าขาดตกบกพร่อง ชำรุดบกพร่อง หรือรอนสิทธิ เป็นต้น
ปัญหาว่าคดีที่ฟ้องเป็นคดีบริโภคหรือไม่นั้น อาจเกิดในคดีแพ่งธรรมดาที่ผู้ซื้อฟ้องผู้ขาย
และศาลหรือคู่ความเห็นว่าเป็นคดีผู้บริโภค หรืออาจเกิดในคดีผู้บริโภค
แต่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งหรือศาลมาเห็นภายหลังว่าอาจเป็นคดีแพ่งทั่วไป
มาตรา 8 บัญญัติให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยและคำวินิจฉัยดังกล่าวเป็นที่สุด
ซึ่งการขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมีกรอบเวลาต่างกัน คือ...
ก. ถ้าปัญหาดังกล่าวเกิดในคดีผู้บริโภค ต้องขอให้วินิจฉัยอย่างช้าในวันนัดพิจารณา
ข. กรณีปัญหาเกิดในคดีแพ่งทั่วไป ต้องขออย่างช้าในวันชี้สองสถานหรือวันสืบพยานถ้าไม่มีการชี้สองสถาน
2. คู่ความหลักในคดีผู้บริโภค
บุคคลที่จะเป็นคู่ความในคดีตามกฎหมายนี้
ฝ่ายหนึ่งได้แก่ผู้บริโภค และอีกฝ่ายหนึ่งได้แก่ผู้ประกอบธุรกิจ
ผู้บริโภค นั้น อาจแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ...
กลุ่มที่ 1 ได้แก่ ผู้บริโภคตามที่นิยามไว้ใน...
มาตรา 3 ของพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค 2522
“ผู้บริโภค” หมายความว่า ผู้ซื้อหรือผู้ได้รับบริการจากผู้ประกอบธุรกิจ
หรือผู้ซึ่งได้รับการเสนอหรือการชักชวนจากผู้ประกอบธุรกิจเพื่อให้ซื้อ สินค้า หรือรับบริการ
และหมายความรวมถึงผู้ใช้สินค้าหรือผู้ได้รับบริการจากผู้ประกอบธุรกิจโดยชอบ แม้มิได้เป็นผู้เสียค่าตอบแทนก็ตาม
กลุ่มที่ 2 ได้แก่ ผู้เสียหายตาม
พระราชบัญญัติความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น-
จากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย 2551 ซึ่งได้นิยามความหมายของผู้เสียหายและความเสียหายไว้ดังนี้
“ผู้เสียหาย” หมายความว่า ผู้ได้รับความเสียหายอันเกิดจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย
“ความเสียหาย” หมายความว่า ความเสียหายที่เกิดจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย ไม่ว่าจะเป็นความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย สุขภาพ อนามัย จิตใจ หรือทรัพย์สิน ทั้งนี้ไม่รวมถึงความเสียหายต่อตัวสินค้าที่ไม่ปลอดภัยนั้น
ดังนั้น ความเสียหายตามกฎหมายนี้ จึงกินความหมายกว้างกว่าความเสียหายจากการละเมิด
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เพราะกฎหมายได้รวมถึงความเสียหายทางจิตใจด้วย
ส่วนที่ว่าไม่รวมถึงความเสียหายต่อตัวสินค้านั้น เป็นปัญหาน่าพิจารณาว่า
หากจะเรียกค่าเสียหายในตัวสินค้าไปพร้อมกัน ศาลจะสั่งให้แยกฟ้องเป็นคดีทั่วไปหรือไม่?
สำหรับความเสียหายทางจิตใจนั้น กฎหมายก็ได้นิยามไว้เพื่อให้เกิดความชัดเจนว่า
หมายความถึง...
“ความเจ็บปวด ความทุกข์ทรมาน ความหวาดกลัว ความวิตกกังวล
ความเศร้าเสียใจ ความอับอาย หรือความเสียหายต่อจิตใจอย่างอื่นที่มีลักษณะทำนองเดียวกัน”
ขณะเดียวกัน
ผู้ประกอบธุรกิจ ก็อาจแบ่งเป็นกลุ่มใหญ่ได้ 2 กลุ่มเช่นกัน
กลุ่มที่ 1 ได้แก่ ผู้ประกอบธุรกิจ ตาม
พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค 2522
ซึ่งหมายความถึง...
“ผู้ขาย ผู้ผลิตเพื่อขาย ผู้สั่งหรือนำเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อขาย หรือผู้ซื้อเพื่อขายต่อซึ่งสินค้า หรือผู้ให้บริการ และหมายความรวมถึงผู้ประกอบกิจการโฆษณาด้วย”
กลุ่มที่ 2 ได้แก่ ผู้ประกอบธุรกิจ ตาม
พระราชบัญญัติความรับผิดต่อความเสียหาย
ที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย 2551 ซึ่งหมายถึงบุคคลต่อไปนี้
(1) ผู้ผลิต หรือผู้ว่าจ้างให้ผลิต
(2) ผู้นำเข้า
(3) ผู้ขายสินค้าที่ไม่สามารถระบุตัวผู้ผลิต ผู้ว่าจ้างให้ผลิต หรือผู้นำเข้าได้
(4) ผู้ซึ่งใช้ชื่อ ชื่อทางการค้า เครื่องหมายการค้า เครื่องหมาย ข้อความหรือแสดงด้วยวิธีใดๆ
อันมีลักษณะที่จะทำให้เกิดความเข้าใจได้ว่าเป็นผู้ผลิต ผู้ว่าจ้างให้ผลิต หรือผู้นำเข้า
3. เจ้าพนักงานคดี
เป็นบุคลากรที่กำหนดขึ้นเป็นพิเศษในกฎหมายฉบับนี้ ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยเหลือศาล
ในการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีผู้บริโภคหลายประการ ตามที่บัญญัติไว้
ในมาตรา 4 ของพระราชัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภคฉบับนี้
กองบรรณาธิการเว็บไซต์ "สรรพสรร"
เรียบเรียงข้อมูลและค้นคว้าเพิ่มเติม
ความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้สร้างแรงบันดาลใจใหม่ที่นี่