รู้ไว้ใช่ว่า‏...ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009

          ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009  (2009 New-strain Influenza)  หรือไข้หวัดเม็กซิโก (Mexican Flu)  หรือไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์เอชวันเอ็นวัน 2009 (H1N1 Influenza)  หรือไข้หวัดใหญ่จากสุกร (Swine-origin Influenza)  ได้ระบาดทั่วโลกตั้งแต่เดือนมีนาคม พ.ศ.2552 เป็นต้นมา  โดยปรากฏครั้งแรกในกรุงเม็กซิโกซิตี้และภาคส่วนต่างๆ  ทั้งภายในประเทศเม็กซิโกและสหรัฐอเมริกา

          หน่วยงานด้านสาธารณสุขหลายแห่ง ยังรายงานด้วยว่า ในประเทศนิวซีแลนด์ยังพบกรณีคล้ายการระบาดของไข้หวัดใหญ่ดังกล่าวอีกสิบกรณี แต่ไม่มีการรับรองรายงานดังกล่าว  นอกจากนี้ ยังพบผู้ต้องสงสัยว่าจะป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่อีกหนึ่งพันรายทั่วโลก  โดยองค์การอนามัยโลก (World Health Organization - WHO)  ได้เรียกภาวะเช่นนี้ว่า... "ภาวะเจ็บป่วยคล้ายไข้หวัดใหญ่" (Influenza-like Illnesses)

          ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ที่ระบาดครั้งนี้ มีอาการคล้ายโรคไข้หวัดใหญ่รุนแรง  ซึ่งผู้ป่วยบางรายในประเทศเม็กซิโกยังมีอาการคล้ายโรคปอดอักเสบอีกด้วย พบได้ในภาวะก่อนเสียชีวิตไม่นาน  แต่จากการนำตัวอย่างเชื้อไปวิเคราะห์ในห้องตรวจสอบและแยกสายพันธุ์เชื้อไวรัสนั้น พบการเปลี่ยนแปลงของสารชีวะดีเอ็นเอภายใน  โดยปรากฏว่าสายพันธุ์ดังกล่าวมีวิวัฒนาการบางส่วนมาจากไวรัสไข้หวัดใหญ่ในมนุษย์ ชนิดเอ หรือ "เอชวันเอ็นวัน" (H1N1)  บางส่วนมาจากไข้หวัดใหญ่ในสัตว์ปีก หรือ "เอชไฟฟ์เอ็นวัน" (H5N1) หรือที่เรียกว่า "ไข้หวัดนก" และบางส่วนมาจากไข้หวัดใหญ่สุกร

          เนื่องจากสายพันธุ์ใหม่นี้สามารถส่งผ่านระหว่างมนุษย์สู่มนุษย์ และส่งผลให้มียอดการตายของผู้ป่วยในประเทศเม็กซิโกสูงมาก  องค์การอนามัยโลก และศูนย์ควบคุมโรคแห่งสหรัฐอเมริกา (Centers for Disease Control and Prevention - CDC)  จึงได้ร่วมกันแสดงความกังวลว่าสถานการณ์ครั้งนี้อาจเลวร้ายลงจนกลายเป็น "ภาวะระบาดทั่วของไข้หวัดใหญ่" (Influenza Pandemic)

          ในวันที่ 25 เมษายน พ.ศ.2552  องค์การอนามัยโลกจึงประกาศอย่างเป็นทางการว่า  การระบาดของไข้หวัดใหญ่สุกรสายพันธุ์ใหม่ครั้งนี้เป็น "สถานการณ์ฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ"

          นอกจากนี้ หน่วยงานด้านสาธารณสุขของรัฐบาลทั่วโลก รวมถึงศูนย์ป้องกันและควบคุมโรคแห่งยุโรป (European Centre for Disease Prevention and Control)  องค์กรพิทักษ์สาธารณสุขแห่งสหราชอาณาจักร (UK Health Protection Agency)  และองค์กรสาธารณสุขแห่งแคนาดา (Public Health Agency of Canada)  ได้พร้อมใจกันแสดงความกังวลและเฝ้าติดตามการระบาดครั้งนี้อย่างใกล้ชิดเช่นกัน

          (อ้างอิง: สารานุกรมออนไลน์ วิกิพีเดีย  วันที่ 7 มิถุนายน 2552)


อาการของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ในคน

อาการคล้ายกันกับอาการหวัดปกติ แต่จะมีไข้ ท้องเสีย เจ็บคอ ปวดเมื่อยตามร่างกาย
ปวดศีรษะ หนาว และไม่มีเรี่ยวแรงร่วมด้วย  บางคนท้องเสียร่วมกับอาเจียน

ในอดีต เคยพบผู้ป่วยไข้หวัดสายพันธุ์นี้ถึงขั้นปอดบวม และระบบหายใจล้มเหลว จนเสียชีวิต

ผู้ติดเชื้อควรได้รับการพิจารณาถึงศักยภาพในการติดเชื้อ  ระยะเวลาการฟักเชื้อจนมีอาการ
ซึ่งอาจมีอาการป่วยยาวนานถึง 7 วัน  โดยเฉพาะเด็กเล็กอาจได้รับเชื้อเป็นเวลานานกว่านี้


สัญญาณเติอนที่บ่งบอกถึงจำเป็นในการเข้ารับการรักษาอย่างเร่งด่วน

ในเด็ก :  -  มีอาการหายใจเร็ว หรือหายใจลำบาก
            -  ผิวหนังเป็นจ้ำสีน้ำเงิน
            -  ดื่มน้ำน้อยไม่เพียงพอ
            -  ปลุกไม่ตื่น หรือไม่มีอาการตอบสนอง
            -  มีอาการงอแงไม่ยอมให้อุ้ม
            -  มีไข้เฉียบพลัน  หรือ
            -  มีอาการหวัด ไออย่างรุนแรง

ในผู้ใหญ่ :  -  มีอาการหายใจลำบาก หรือหายใจถี่
               -  เจ็บหรือแน่นหน้าอก หรือช่องท้อง
               -  อาเจียนอย่างรุนแรง หรืออาเจียนเป็นเลือด
               -  วิงเวียน หน้ามืด


โอกาสในการรับเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009

การกระจายและการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 มี 2 ทาง คือ

1. เกิดจากการสัมผัสกับหมูที่ติดเชื้อ  หรือการอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ปนเปื้อนด้วยเชื้อไวรัส

2. เกิดจากการสัมผัสระหว่างคนกับคนที่ติดเชื้อ  ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงฤดูที่ไข้หวัดระบาด
    (Seasonal flu)  สาเหตุที่ทำให้เชื้อแพร่กระจายจากคนสู่คน  คือ  การไอ หรือจามของผู้ติดเชื้อ


วิธีการรักษาไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ?

ศูนย์ควบคุมโรคแห่งสหรัฐอเมริกา
  (Centers for Disease Control and Prevention - CDC)
แนะนำให้ใช้ยา  Oseltamivir  หรือ  Zanamivir  ซึ่งควรได้รับคำแนะนำจากแพทย์

สำหรับการบำบัดรักษาควรใช้ ยาต้านไวรัส (Antivirus drug) ตามคำสั่งของแพทย์
ไม่ว่าจะเป็นยาเม็ด  ยาน้ำ  หรือยาชนิดสูดดมที่มีฤทธิ์ต้านหวัด
ซึ่งจะช่วยป้องกันการเจริญและเพิ่มจำนวนเชื้อไวรัสในร่างกายได้

และยาดังกล่าวจะออกฤทธิ์ได้ดีที่สุด  หากใช้ตั้งแต่เริ่มมีอาการป่วย
โดยเฉพาะในช่วง 2 วันแรกที่มีอาการเหมือนไข้หวัดธรรมดา

โรคไข้หวัดใหญ่ชนิดนี้  ไม่มีวัคซีนในการรักษา
แต่หากมีการป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อจุลินทรีย์
ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคระบบทางเดินหายใจได้  ก็สามารถป้องกันเชื้อไข้หวัดใหญ่ชนิดนี้ได้


ข้อแนะนำเพื่อปกป้องสุขภาพของคุณ

1. ใช้กระดาษทิชชูปิดจมูกและปากของคุณ เมื่อไอหรือจาม
    และทิ้งกระดาษทิชชูที่ใช้แล้วลงในถังขยะที่มีฝาปิด หลังใช้ทันที

2. ล้างมือให้สะอาดด้วยน้ำและสบู่ หรือล้างด้วยผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมแอลกอฮอล์
    เช่น  เจลล้างมือ  บ่อยๆ  โดยเฉพาะหลังการไอหรือจาม

3. พยายามหลีกเลี่ยงการพบปะและสัมผัสกับผู้ป่วย  หากป่วยเป็นหวัดควรลาพักอยู่บ้าน
    เพื่อจำกัดการพบปะกับผู้อื่น และป้องกันการแพร่กระจายเชื้อไปสู่ผู้อื่นด้วย

4. หลีกเลี่ยงการสัมผัสตา จมูก หรือปาก เพราะเชื้อโรคสามารถเข้าสู่ร่างกายทางอวัยวะเหล่านี้ได้


ทั้งนี้  คุณผู้ชมยังไม่จำเป็นต้องกังวลกับการจัดเตรียมหรือรับประทานเนื้อหมู
เพราะเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 นี้  ไม่สามารถแพร่กระจายได้ทางอาหาร 
ซึ่งการรับประทานเนื้อหมูที่ผ่านการปรุงสุกแล้ว  จะช่วยให้มีความปลอดภัยจากเชื้อโรคนี้ได้
 

กองบรรณาธิการเว็บไซต์ "สรรพสรร"

เรียบเรียงข้อมูลและค้นคว้าเพิ่มเติม

ความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้สร้างแรงบันดาลใจใหม่ที่นี่

ภาพประจำตัวของคุณ ผู้ชมทั่วไป
น่าจะมีวัคซีนกันเนอะ
ภาพประจำตัวของคุณ บีบี
นี่ก็เริ่มมาระบาดในเมืองไทยหลายที่แล้ว ยิ่งกลัวมากขึ้นไปอีกน่ะ
ภาพประจำตัวของคุณ เด็กจากเชียงใหม่เจ้า
เดียวหนีไทยก็มีเด็กในโรงเรียนมีการเป็นไข้  และเป็นหวัดเจ็บคอ
ภาพประจำตัวของคุณ soontorn1
ก็แค่ไข้หวัดอย่างหนึ่งเท่านั้น อย่าไปวิตกจริตเลยครับ ลองดูประวัติคนทีเสียชีวิตสิ จะรู้ว่าเขาทำไมต้องตาย ไข้หวัดมันเป็นได้ก็หายได้ พยายามทำตัวเองให้แข็งแรงเข้าไว้ ยมบาลไม่ถามหาแน่นอน
สุขกันเถอะเรา เศร้าไปทำไม อย่ามัวอาลัย คิดวุ่นวายไปปล่าว
ระบบจะเก็บข้อมูลนี้เป็นความลับและไม่แสดงต่อสาธารณะ
rich text editor (Use the Page Break button to insert a Drupal teaser break)
Mollom CAPTCHA (เล่นเสียง CAPTCHA)
Type the characters you see in the picture above; if you can't read them, submit the form and a new image will be generated.